ปวดหลังคอ เกิดจากอะไร แยกให้ออกว่าปวดแบบไหนแค่กล้ามเนื้อ แบบไหนอันตราย

03/11/2026
  • images
  • images
03/Nov/2026 12:00 AM

ปวดหลังคอ เกิดจากอะไร แยกให้ออกว่าปวดแบบไหนแค่กล้ามเนื้อ แบบไหนอันตราย

ปวดหลังคอส่วนใหญ่เกิดจากท่าทางและกล้ามเนื้อตึง ดีขึ้นได้ใน 2-6 สัปดาห์ แต่หากมีสัญญาณอันตราย เช่น ชา อ่อนแรง คอแข็งจนก้มไม่ได้ ควรให้แพทย์ประเมินเพิ่มเติม

ปวดหลังคอ เกิดจากท่าทางที่ก้มหรือนั่งท่าเดิมนาน ๆ จนกล้ามเนื้อตึง เกร็ง ทำให้รู้สึกปวดตื้อบริเวณคอ ดีขึ้นเมื่อได้พักหรือขยับเบา ๆ แต่ถ้ามีอาการร่วมอย่างชาที่แขนและมือ อ่อนแรง เริ่มทรงตัวไม่ดี เดินเซ หรือมีอาการคอแข็งจนก้มไม่ได้ สาเหตุอาจมาจากกระดูกคอเสื่อมหรือหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนทับเส้นประสาท ไม่ควรรอดูอาการต่อ แต่ควรให้แพทย์ประเมิน และวินิจฉัยโดยเร็ว บทความนี้จะแยกแยะความแตกต่าง เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับอาการที่เป็น


ปวดหลังคอ แบบไหนมาจากกล้ามเนื้อ แบบไหนควรพบแพทย์


ปวดหลังคอ สาเหตุคืออะไร

สาเหตุของอาการปวดคอที่พบบ่อย คือ ท่าทางที่ศีรษะยื่นไปข้างหน้า เช่น ก้มเล่นมือถือหรือวางหน้าจอคอมต่ำกว่าระดับสายตา ทำให้กล้ามเนื้อหลังคอและต้นคอต้องเกร็งรั้งศีรษะไว้ตลอด จนเกิดความล้าและตึงสะสม

ท่าทางและการก้มเล่นมือถือนาน ๆ

การก้มเล่นมือถือนาน ๆ ทำให้คอต้องก้มงอค้างไว้ตลอดเวลา กล้ามเนื้อแถบหลังคอจึงถูกยืดและเกร็งต่อเนื่อง แนะนำให้ลองยกมือถือขึ้นมาใกล้ระดับสายตาและเปลี่ยนท่าเป็นระยะ

กล้ามเนื้อตึงจนปวดลามไปท้ายทอย

กล้ามเนื้อต้นคอที่เกร็งอยู่ใกล้กับฐานกะโหลก จะทำให้ปวดคอ ท้ายทอยร่วมกันได้ บางครั้งลามไปที่ขมับ และอาจปวดคอบ่าไหล่พร้อมกันได้ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าปวดหัวรุนแรงแบบฉับพลัน ให้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรให้แพทย์วินิจฉัยเพิ่มเติม


อาการปวดหลังคอ แบบไหนมาจากกล้ามเนื้อ แบบไหนควรพบแพทย์

อาการปวดที่ควรรีบพบแพทย์ คือ ชาและอ่อนแรงที่แขนหรือขา มีไข้ร่วมกับคอแข็ง หรือปวดรุนแรงเกิดหลังอุบัติเหตุ ส่วนปวดตื้อที่ดีขึ้นเมื่อขยับหรือพัก มักเกิดจากกล้ามเนื้อและท่าทางที่ไม่เหมาะสมมากกว่า

ปวดหลังคอจากกล้ามเนื้อและท่าทาง

  • ปวดตื้อ ล้า ตึง กดแล้วเจ็บเป็นจุด
  • อาการปวดแย่ลงช่วงบ่ายถึงเย็นหลังนั่งทำงานนาน ๆ
  • รู้สึกดีขึ้นเมื่อได้พัก ขยับ หรือเปลี่ยนท่าทาง

ปวดหลังคอแบบไหนอันตราย

  • แขนหรือขาอ่อนแรง แขนล้า ยกแขนไม่ขึ้น ถือเป็นสัญญาณของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
  • คอแข็งขยับไม่ได้ ปวดหัว มีไข้ ไม่ชอบแสงจ้า อาจเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้
  • ปวดร้าวเหมือนมีไฟช็อตตามแขน สะบัก หรือปลายนิ้ว
  • ปวดรุนแรงจนนอนไม่ได้ รบกวนชีวิตประจำวัน
  • ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ทั้งปัสสาวะและอุจจาระ
  • เวียนศีรษะ มองเห็นผิดปกติ พูดไม่ชัด หรือกลืนลำบาก


ปวดหลังคอเรื้อรังหลายสัปดาห์ไม่หาย ควรทำอย่างไร

ส่วนใหญ่อาการปวดหลังคอทั่วไปมักดีขึ้นได้ภายใน 2-6 สัปดาห์ แต่ถ้าปวดคอนานกว่า 12 สัปดาห์ขึ้นไป ถือว่าเข้าข่ายปวดเรื้อรัง ควรไปตรวจเพื่อหาต้นเหตุเพิ่มเติม เพราะอาการที่เรื้อรังมักไม่ได้เกิดจากท่าทางที่ไม่เหมาะสมเพียงอย่างเดียว

ปวดคอเรื้อรังมักมีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น นั่งทำงานและนอนผิดท่า ไม่ค่อยขยับตัว และความเครียดสะสม จึงควรดูแลหลายด้านไปพร้อมกัน ทั้งปรับท่าทางตอนทำงานและท่านอน ขยับตัวสม่ำเสมอ และตรวจประเมินเพื่อวางแผนกายภาพบำบัดหรือจัดกระดูกให้เหมาะกับสาเหตุ โดยผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล


กายภาพบำบัดหรือจัดกระดูก ช่วยอาการปวดหลังคอได้อย่างไร


ปวดหลังคอ ต้องเอกซเรย์หรือทำ MRI ไหม

ส่วนใหญ่แพทย์มักเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และใช้วิธีการส่งตรวจเอกซเรย์ (X-Ray) เพื่อตรวจดูแนวกระดูกสันหลัง โครงสร้างความโค้งของคอ และความเสื่อมของข้อต่อ

ส่วนการทำ MRI ไม่จำเป็นสำหรับทุกราย ถ้าไม่มีสัญญาณเตือนตามที่อธิบายไปข้างต้น โดยแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการ ซึ่งมักใช้เมื่อผู้ป่วยมีอาการร้าวลงแขน มือชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมถึงกรณีที่สงสัยว่าติดเชื้อหรือเป็นโรคมะเร็ง


กายภาพบำบัดหรือจัดกระดูก ช่วยอาการปวดหลังคอได้อย่างไร

ทั้งสองแบบเริ่มจากการตรวจว่าสาเหตุอยู่ที่กล้ามเนื้อหรือข้อต่อ โดยกายภาพบำบัดเน้นไปที่การดูแลกล้ามเนื้อและท่าทางของศีรษะ ส่วนการจัดกระดูกเน้นปรับข้อต่อคอที่ติดขัด บางรายอาจใช้ร่วมกันตามผลการตรวจ

กายภาพบำบัด

กายภาพบำบัดจะทำการตรวจประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อและข้อต่อ และวางแผนการฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยเครื่องมือหรือท่าทางที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น

  • เครื่อง PMS ใช้สนามแม่เหล็กกระตุ้นกล้ามเนื้อให้หดและคลายตัว
  • คลื่นกระแทก (Shockwave) ส่งคลื่นกระแทกผ่านหัวเครื่องเข้าสู่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณที่ตึงหรือจุดกดเจ็บ
  • ประคบร้อนและเย็น ประคบอุ่นให้กล้ามเนื้อที่ตึงผ่อนคลาย ส่วนประคบเย็นใช้ช่วงที่เพิ่งบาดเจ็บและมีอาการบวมหรืออักเสบ
  • ทำโปรแกรมดัดดึงข้อต่อ ใช้มือขยับหรือดึงข้อต่อคอ เพื่อให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น

จัดกระดูกหรือไคโรแพรคติก

ไคโรแพรคติกเน้นไปที่ข้อต่อของกระดูกคอ หลังซักประวัติและตรวจร่างกาย ถ้าพบข้อต่อติดขัดและไม่มีข้อห้าม นักไคโรแพรคติกจะปรับข้อต่อส่วนนั้น เพื่อปรับแนวโครงสร้างและคลายกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ แต่ไม่เหมาะกับผู้เป็นโรคกระดูกพรุน เพิ่งผ่าตัดกระดูกสันหลัง หรือมีอาการชาและอ่อนแรง


Prohealth Clinic ตรวจประเมินและดูแลอาการปวดหลังคอ

Prohealth Clinic เริ่มจากซักประวัติและตรวจการเคลื่อนไหวของคอ สอบถามว่ามีอาการชาหรือร้าวลงแขนไหม แล้วตรวจการก้ม เงย หัน เอียงคอ ก่อนวางแผนว่าจะทำกายภาพบำบัด จัดกระดูก หรือใช้ร่วมกัน ตามความรุนแรงและลักษณะอาการปวด โดยเปิดให้บริการวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10:00-19:00 น.


สรุป

อาการปวดหลังคอส่วนใหญ่มาจากท่าทางที่ก้มหรือค้างนานและกล้ามเนื้อตึง มักดีขึ้นภายใน 2-6 สัปดาห์เมื่อปรับพฤติกรรม เช่น ยกมือถือให้ใกล้ระดับสายตา เปลี่ยนท่าทางทุก ๆ 30-45 นาที และจัดท่าทำงานให้เหมาะสม แต่ถ้ามีชา อ่อนแรง ไข้สูงร่วมกับคอแข็ง หรือปวดหลังอุบัติเหตุ ควรพบแพทย์โดยเร็ว ส่วนอาการที่ปวดนานเกิน 12 สัปดาห์ ควรตรวจประเมินเพื่อหาต้นเหตุ ซึ่งอาจใช้กายภาพบำบัด จัดกระดูก หรือใช้ร่วมกันตามผลการตรวจของแต่ละคน


คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับปวดหลังคอ (FAQ)

ปวดหลังคอหายเองได้ไหม ใช้เวลากี่วัน?

หากปวดเพราะกล้ามเนื้อล้าหรือตึงจากการใช้งาน อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 2-6 สัปดาห์ เมื่อได้พักผ่อนและหลีกเลี่ยงการก้มคอบ่อย ๆ แต่หากมีอาการปวดเรื้อรังติดกันหลายสัปดาห์ ควรตรวจประเมินเพิ่มเติม


ตื่นนอนแล้วปวดหลังคอ เกี่ยวกับท่านอนไหม?

เกี่ยวได้ โดยเฉพาะนอนคว่ำหรือหนุนหมอนสูงจนคอก้มงอทั้งคืน จะทำให้คอถูกดึงรั้งในท่าที่ไม่เหมาะสม แนะนำให้นอนหงายหรือตะแคงให้คออยู่แนวเดียวกับกระดูกสันหลัง รวมถึงเลือกความสูงหมอนให้พอดีระยะจากไหล่ถึงหู


ปวดหลังคอ ควรประคบร้อนหรือประคบเย็น?

ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของอาการ หากมีอาการเจ็บเฉียบพลันหรือปวดระบม ภายใน 48 ชั่วโมงแรก แนะนำให้ประคบเย็น เพื่อลดการอักเสบและบวม แต่หากเป็นอาการปวดเมื่อยหรือปวดตื้อ ๆ จากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ แนะนำให้ประคบอุ่น เพื่อคลายกล้ามเนื้อ


ทำกายภาพบำบัดอาการปวดหลังคอ ต้องทำกี่ครั้งถึงดีขึ้น?

ขึ้นกับสาเหตุ ความรุนแรง และระยะเวลาที่เป็น นักกายภาพบำบัดจะประเมินก่อน แล้ววางแผนจำนวนครั้งและติดตามผล ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมและการทำท่าบริหารตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

Line